🛸ชายในภาพคือ Itzhak Bentov บุคคลผู้กลายเป็นตำนานลึกลับในโลกของ “จิตสำนึก” และ “ความจริงเชิงควอนตัม” หลังแนวคิดของเขาถูกโยงเข้ากับรายงานลับของกองทัพสหรัฐชื่อ Analysis and Assessment of Gateway Process ในปี 1983 ซึ่งต่อมาถูกเปิดเผยต่อสาธารณะโดยหน่วยข่าวกรองสหรัฐ (CIA Reading Room) รายงานดังกล่าวพยายามอธิบายว่าจิตมนุษย์อาจเข้าถึงสภาวะการรับรู้ที่เกินข้อจำกัดของกาล-อวกาศ ผ่านการทำสมาธิ เสียง binaural beats และการเปลี่ยนแปลงคลื่นสมอง (McDonnell, 1983)
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ แนวคิดเหล่านี้มิใช่ “ความลับของพระเจ้า” ในความหมายเหนือธรรมชาติแบบที่สื่อออนไลน์จำนวนมากกล่าวอ้าง หากแต่เป็นการผสมกันระหว่างประสาทวิทยา ฟิสิกส์ ทฤษฎีระบบ และปรัชญาจิต ซึ่งเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น เมื่อสหรัฐและโซเวียตกำลังแข่งขันกันสำรวจศักยภาพของจิตมนุษย์ ทั้งในเชิงข่าวกรอง การรับรู้ระยะไกล (remote viewing) และสภาวะ altered states of consciousness
Bentov ไม่ใช่นักฟิสิกส์ทฤษฎีโดยตรง แต่เป็นนักประดิษฐ์ด้านชีวการแพทย์ ผู้มีความสนใจลึกซึ้งต่อ “กลไกของจิตสำนึก” เขาเสนอว่า ร่างกายมนุษย์คือระบบสั่นสะเทือน (vibratory system) ที่เชื่อมโยงกับสนามพลังงานของจักรวาล ผ่านจังหวะของหัวใจ ระบบประสาท และคลื่นสมอง ในหนังสือ Stalking the Wild Pendulum: On the Mechanics of Consciousness เขาอธิบายว่าจิตสำนึกอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “Cosmic Hologram” หรือเอกภพแบบโฮโลกราฟิก ซึ่งทุกส่วนของจักรวาลสะท้อนข้อมูลของทั้งหมดอยู่ภายในตัวเอง (Bentov, 1977)
แนวคิด “จักรวาลโฮโลกราฟิก” นี้ต่อมาถูกพัฒนาและตีความต่อโดยนักคิดหลายคน เช่น David Bohm ผู้เสนอแนวคิด implicate order หรือ “ระเบียบซ่อนเร้น” ซึ่งมองว่าความจริงที่เราเห็นอาจเป็นเพียงการคลี่ตัวของโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น และ Karl Pribram นักประสาทวิทยาที่เสนอว่า สมองอาจทำงานคล้ายระบบโฮโลแกรมในการประมวลผลความทรงจำและการรับรู้ (Bohm, 1980; Pribram, 1991)
ในรายงาน Gateway Process นั้น ผู้เขียนพยายามเชื่อมโยงแนวคิดของ Bentov เข้ากับกลศาสตร์ควอนตัมและทฤษฎีสนาม โดยเสนอว่า หากคลื่นสมองเข้าสู่สภาวะ synchronization ผ่าน binaural beats หรือการทำสมาธิระดับลึก จิตอาจ “หลุดออก” จากกรอบการรับรู้ปกติของเวลาและพื้นที่ได้ (McDonnell, 1983) แต่ต้องย้ำอย่างชัดเจนว่า นี่คือ “สมมติฐานเชิงทฤษฎี” ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางฟิสิกส์ที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการหลัก
Binaural beats เองมีพื้นฐานทางประสาทวิทยาจริง กล่าวคือ เมื่อหูซ้ายและขวาได้รับความถี่ต่างกันเล็กน้อย สมองจะสร้าง perceived beat ภายใน ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจช่วยเรื่องสมาธิ ความวิตกกังวล และการผ่อนคลายได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ยังไม่สม่ำเสมอ และยังไม่มีหลักฐานว่ามันสามารถทำให้มนุษย์ “ออกจากร่าง” หรือควบคุมความจริงได้อย่างที่โลกอินเทอร์เน็ตชอบกล่าวอ้าง (Garcia-Argibay et al., 2019)
อีกประเด็นที่มักถูกบิดเบือนคือเรื่อง “CIA บุกยึดงานวิจัย” ความจริงคือ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐเข้ายึดหรือสั่งปิดงานของ Bentov เขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตก American Airlines Flight 191 ในปี 1979 ซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางการบินครั้งใหญ่ ไม่ใช่การลอบสังหาร และสถาบัน Monroe Institute ของ Robert Monroe ก็ยังดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบันอย่างเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของ Bentov มิได้อยู่ที่ว่าเขา “พิสูจน์อภิปรัชญา” สำเร็จหรือไม่ แต่อยู่ตรงที่เขาเป็นหนึ่งในบุคคลยุคแรกๆ ที่พยายามเชื่อม “วิทยาศาสตร์ของสมอง” เข้ากับ “ประสบการณ์ภายในของมนุษย์” เขาเสนอว่า จิตสำนึกไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผลพลอยได้ของเซลล์ประสาท แต่เป็นปรากฏการณ์พื้นฐานบางอย่างของจักรวาล คล้ายแนวคิด panpsychism หรือ proto-consciousness ที่เริ่มกลับมาได้รับความสนใจในปรัชญาจิตร่วมสมัย
ในเชิงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าความจริงคือ “ภาพลวง” แบบ literal แต่ฟิสิกส์ร่วมสมัยเองก็เริ่มตั้งคำถามต่อธรรมชาติของความเป็นจริงมากขึ้น ตั้งแต่ quantum observer effect ไปจนถึง holographic principle ของ Leonard Susskind และ Gerard ’t Hooft ซึ่งเสนอว่า ข้อมูลของปริภูมิสามมิติอาจถูกเข้ารหัสอยู่บนพื้นผิวสองมิติของเอกภพ (Susskind, 1995) แม้แนวคิดนี้จะเป็นฟิสิกส์เชิงคณิตศาสตร์ มิใช่ “จิตสร้างโลก” แบบที่สื่อชอบสรุปก็ตาม
ท้ายที่สุด เรื่องของ Bentov และ Gateway Process จึงควรถูกมองอย่างสมดุล ระหว่าง “ความกล้าคิด” กับ “หลักฐานเชิงประจักษ์” เพราะแม้หลายข้อเสนอของเขาจะยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่มันสะท้อนคำถามที่ลึกที่สุดข้อหนึ่งของมนุษย์ว่า “จิตคืออะไร” และ “ความจริงที่เรารับรู้นั้น เป็นตัวโลกเอง หรือเป็นเพียงแบบจำลองที่สมองสร้างขึ้นมา”
(William M. McDonnell, Analysis and Assessment of Gateway Process, 1983; Itzhak Bentov, Stalking the Wild Pendulum: On the Mechanics of Consciousness, 1977; David Bohm, Wholeness and the Implicate Order, 1980; Karl Pribram, Brain and Perception, 1991; Garcia-Argibay et al., “Efficacy of binaural auditory beats in cognition, anxiety, and pain perception,” Psychological Research, 2019; Leonard Susskind, “The World as a Hologram,” Journal of Mathematical Physics, 1995)
———
สิ่งที่ทำให้แนวคิดของ Itzhak Bentov แตกต่างจากนักคิด New Age ทั่วไป คือเขาพยายามอธิบาย “ประสบการณ์ภายใน” ด้วยภาษาของชีวฟิสิกส์และกลศาสตร์ระบบ มากกว่าจะอธิบายด้วยอภิหารหรือศาสนาเพียงอย่างเดียว ในมุมของ Bentov ร่างกายมนุษย์มิใช่วัตถุแข็งนิ่ง แต่เป็น “ระบบสั่นพ้อง” (resonant system) ที่เต็มไปด้วยจังหวะ ตั้งแต่การเต้นของหัวใจ การแกว่งของของเหลวในสมอง การนำกระแสไฟฟ้าของเซลล์ประสาท ไปจนถึงคลื่นสมองในแต่ละระดับสภาวะจิต
ในหนังสือ Stalking the Wild Pendulum เขาเสนอภาพที่น่าสนใจว่า หัวใจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสูบฉีดเลือด แต่ยังสร้าง “micro-motions” หรือแรงสั่นสะเทือนละเอียดทั่วระบบประสาทและกะโหลกศีรษะ เมื่อจังหวะเหล่านี้เกิดการ synchronize กับคลื่นสมองบางประเภท มนุษย์อาจเข้าสู่ altered state of consciousness หรือสภาวะรับรู้ที่ต่างจากปกติได้ (Bentov, 1977)
แนวคิดนี้ในปัจจุบัน แม้หลายส่วนยังไม่มีหลักฐานตรงรองรับ แต่ก็มีบางด้านที่สอดคล้องกับงานวิจัยสมัยใหม่ เช่นการศึกษาเรื่อง neural oscillations หรือ “การสั่นของระบบประสาท” ซึ่งพบว่าคลื่นสมองมิได้เป็นเพียงผลพลอยได้ของสมอง หากแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสนใจ ความจำ การรับรู้ตนเอง และสภาวะสติ งานด้าน cognitive neuroscience ปัจจุบันมองว่า “consciousness may emerge from synchronized neural activity” หรือจิตสำนึกอาจเกิดจากการประสานจังหวะของโครงข่ายประสาทจำนวนมหาศาล (Singer, 1999)
นี่คือจุดที่ Bentov พยายามก้าวข้ามวิทยาศาสตร์กระแสหลัก เขาเชื่อว่า หากการ synchronize นี้ละเอียดและลึกพอ จิตอาจเริ่ม “decouple” จากการรับรู้เชิงกายภาพปกติ กล่าวอีกแบบคือ มนุษย์อาจรับรู้ข้อมูลโดยไม่ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า แนวคิดนี้เองที่เชื่อมเข้าสู่โครงการของ Robert Monroe และ Monroe Institute ซึ่งใช้เทคนิค Hemi-Sync หรือ binaural beats เพื่อเหนี่ยวนำสมองให้เข้าสู่สภาวะคลื่นเฉพาะ
ในรายงาน Gateway Process มีการกล่าวถึงคำว่า “Focus Levels” ซึ่งหมายถึงระดับของจิตที่ค่อยๆ ถอนตัวออกจาก sensory input ภายนอก เช่น Focus 10 ที่อธิบายว่า “mind awake, body asleep” หรือจิตยังตื่นอยู่แต่ร่างกายเข้าสู่ภาวะคล้ายหลับ จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่ประสบการณ์ out-of-body experience (OBE) หรือความรู้สึกว่าจิตแยกจากร่าง (McDonnell, 1983)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประสบการณ์ OBE มิใช่เรื่องลึกลับเฉพาะกลุ่ม เพราะในประสาทวิทยาสมัยใหม่ มีการทดลองที่พบว่า การกระตุ้น temporoparietal junction บางตำแหน่งในสมอง สามารถทำให้ผู้ทดลองเกิดความรู้สึก “ลอยออกจากร่าง” ได้จริง แสดงว่าอย่างน้อยบางส่วนของประสบการณ์นี้เกี่ยวข้องกับกลไกการสร้าง body schema ของสมองเอง (Blanke et al., 2002)
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จิตออกจากร่างได้จริงไหม” แต่คือ “ความรู้สึกว่าตัวตนอยู่ตรงไหน ถูกสร้างขึ้นอย่างไร” เพราะสมองมนุษย์มิได้รับโลกตรงๆ มันสร้าง “แบบจำลองของโลก” (model of reality) ขึ้นตลอดเวลา ผ่านข้อมูลประสาทสัมผัส ความทรงจำ และการคาดการณ์ล่วงหน้า แนวคิด predictive processing ในประสาทวิทยายุคใหม่เสนอว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “ความจริง” อาจเป็นเพียง simulation ภายในสมองที่ถูกปรับให้สอดคล้องกับโลกภายนอกมากพอสำหรับการเอาชีวิตรอด (Friston, 2010)
ตรงนี้เองที่แนวคิด “โลกคือภาพลวง” ถูกตีความผิดบ่อยมาก ในทางพุทธและปรัชญาตะวันออก “มายา” มิได้หมายความว่าโลกไม่มีอยู่จริง แต่หมายถึงสิ่งที่เรารับรู้ ถูกกรองและปรุงแต่งผ่านจิตเสมอ ส่วนในฟิสิกส์สมัยใหม่ คำว่า observer-dependent reality ก็ไม่ได้หมายความว่า “จิตสร้างจักรวาลได้ตามใจ” แต่หมายถึงการวัดและข้อมูลมีบทบาทต่อสถานะของระบบควอนตัม
David Bohm เสนอว่าความจริงที่เราเห็นเป็นเพียง explicate order หรือ “ระเบียบที่คลี่ออกมา” จากโครงสร้างลึกกว่าที่เรียกว่า implicate order ซึ่งทุกสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างไม่แยกขาด ในภาพนี้ จิตและสสารอาจไม่ใช่สิ่งคนละชนิด แต่เป็นการแสดงตัวต่างระดับของกระบวนการเดียวกัน (Bohm, 1980)
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องอย่างน่าประหลาดกับอภิปรัชญาบางสายของพุทธ โดยเฉพาะเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” ที่มองว่าสรรพสิ่งมิได้มีตัวตนโดดเดี่ยว หากเกิดจากเงื่อนไขสัมพันธ์กันทั้งหมด ตัวตนจึงไม่ใช่แก่นถาวร แต่เป็นกระแสของข้อมูล ความจำ ความรู้สึก การรับรู้ และการปรุงแต่งที่เปลี่ยนตลอดเวลา
ในแง่นี้ Bentov จึงอาจไม่ใช่ “ผู้ค้นพบสูตรลับแห่งพระเจ้า” อย่างที่สื่อกล่าว แต่คือหนึ่งในคนยุคแรกที่พยายามเชื่อมฟิสิกส์ ประสาทวิทยา และประสบการณ์ภายในเข้าด้วยกัน แม้หลายข้อเสนอของเขาจะยัง speculative มาก แต่คำถามที่เขาทิ้งไว้ยังคงร่วมสมัยอย่างยิ่ง นั่นคือ ถ้าความจริงที่เรารับรู้เกิดจากการสั่นพ้องของข้อมูลและจิตสำนึก แล้ว “ตัวเรา” ที่คิดว่ามั่นคงนั้น อาจเป็นเพียงคลื่นรูปแบบหนึ่งในมหาสมุทรของความเป็นจริงเท่านั้นหรือไม่
(Itzhak Bentov, Stalking the Wild Pendulum, 1977; William M. McDonnell, Analysis and Assessment of Gateway Process, 1983; Wolf Singer, “Neuronal Synchrony: A Versatile Code for the Definition of Relations?”, 1999; Olaf Blanke et al., “Stimulating Illusory Own-Body Perceptions,” Nature, 2002; Karl Friston, “The Free-Energy Principle,” Nature Reviews Neuroscience, 2010; David Bohm, Wholeness and the Implicate Order, 1980)
#Siamstr #nostr #quantumphysics

