Join Nostr
2026-08-13 12:31:05 UTC

maiakee on Nostr: ...



มีเรื่องเล่าหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือเรื่องของ Le Corbusier กับ Pablo Picasso เพราะการพบกันของคนสองคนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพบกันระหว่าง “สถาปนิก” กับ “จิตรกร” หากแต่เป็นการปะทะกันระหว่างวิธีคิดสองแบบที่กำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า เมื่อโลกสมัยใหม่ไม่สามารถมองด้วยสายตาแบบเดิมได้อีกต่อไป เราจะสร้างภาษาใหม่ขึ้นมาเพื่อมองโลกอย่างไร? อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่ทำให้ประวัติศาสตร์ง่ายเกินจริงว่า “Le Corbusier พบ Picasso แล้วจึงกลายเป็นสถาปนิกแบบใหม่” เพราะ Le Corbusier ได้รับอิทธิพลจาก Cubism, Purism, Fernand Léger, Juan Gris และศิลปินอีกจำนวนมากอยู่ก่อนแล้ว และมูลนิธิ Le Corbusier เองระบุว่าเขามีความสัมพันธ์กับ Picasso, Léger และ Juan Gris ในฐานะเครือข่ายทางศิลปะที่กว้างกว่าเรื่องของการพบกันเพียงครั้งเดียว (Fondation Le Corbusier, Peintures; Museu Picasso Barcelona, Picasso and Architecture) (Fondation Le Corbusier⁠)

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำถามว่า “Picasso มีอิทธิพลต่อ Le Corbusier อย่างไร” จึงอาจเป็นคำถามว่า Picasso ทำให้ Le Corbusier เห็นอะไรบางอย่างที่สถาปัตยกรรมเพียงลำพังไม่สามารถทำให้เขาเห็นได้หรือไม่? และคำตอบที่ลึกกว่าคือ Picasso ทำให้ศิลปะสมัยใหม่เปิดพื้นที่สำหรับการ “ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของมุมมอง” ขณะที่ Le Corbusier พยายามนำความคิดเรื่องการแตกสลายของรูปทรงกลับเข้าสู่โลกของสถาปัตยกรรม แต่เปลี่ยนมันให้กลายเป็นระบบของพื้นที่ การเคลื่อนไหว แสง และร่างกาย

๑. ก่อน Picasso — Le Corbusier พยายามทำให้ศิลปะ “บริสุทธิ์”

เพื่อเข้าใจการปฏิวัติที่เกิดขึ้น เราต้องย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเสียก่อน

Le Corbusier ในวัยหนุ่มไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงสถาปนิก แต่เป็นศิลปินที่พยายามค้นหา “กฎพื้นฐาน” ของการมองเห็น เขาเริ่มเข้าสู่โลกจิตรกรรมในปี 1917 เมื่อพบ Amédée Ozenfant และทั้งสองร่วมกันพัฒนาแนวคิด Purism ขึ้นมา Purism เกิดขึ้นบางส่วนจากการวิพากษ์ Cubism ซึ่งทั้งคู่เห็นว่า Cubism ในระยะหนึ่งมีแนวโน้มไปสู่ความซับซ้อนและความเป็น decorative มากเกินไป พวกเขาต้องการลดรูปสิ่งต่าง ๆ ลงสู่รูปทรงและความสัมพันธ์ที่เป็นสากลมากกว่า เช่น ขวด แก้ว หนังสือ หรือวัตถุธรรมดาในชีวิตประจำวัน แล้วจัดมันใหม่ด้วยระนาบ สี และเรขาคณิต (Ozenfant & Jeanneret, Après le cubisme, 1918; Fondation Le Corbusier, “Purisme”) (Fondation Le Corbusier⁠)

นี่เป็นจุดสำคัญมาก เพราะ Le Corbusier ไม่ได้เรียนรู้จาก Cubism โดยการเลียนแบบ Picasso ตรง ๆ แต่เรียนรู้จาก Cubism แล้วพยายามต่อต้านมันด้วย Purism

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ Picasso ช่วยทำลายโลกเก่า แต่ Le Corbusier ในช่วงแรกต้องการสร้างโลกใหม่ที่มีระเบียบกว่าเดิม

Picasso กล่าวว่าในทางปฏิบัติว่าเราสามารถทำลายภาพแบบดั้งเดิมได้ แต่ Le Corbusier ถามต่อว่า

เมื่อทำลายมันแล้ว เราจะสร้างระเบียบใหม่ขึ้นมาอย่างไร?

นี่คือความแตกต่างระหว่าง Cubism กับ Purism

Cubism สนใจการแตกออกของวัตถุและการมองจากหลายมุม ขณะที่ Purism พยายามสกัดเอาระบบพื้นฐานของวัตถุออกมา แล้วจัดมันให้เกิดความสงบ ความสมดุล และความเป็นสากล (Ozenfant & Jeanneret, Après le cubisme, 1918; Le Corbusier, L’Esprit Nouveau) (Fondation Le Corbusier⁠)

และตรงนี้เองที่สถาปัตยกรรมของ Le Corbusier เริ่มเกิดขึ้นจากจิตรกรรม

เขาไม่ได้คิดว่า “ฉันจะวาดภาพเหมือน Picasso”

แต่คิดว่า

“ถ้าภาพสามารถจัดระเบียบพื้นที่บนผืนผ้าใบใหม่ได้ แล้วทำไมอาคารจะทำแบบเดียวกันไม่ได้?”

นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด

๒. Picasso ทำลาย “หน้าต่าง” — Le Corbusier เริ่มทำลาย “ห้อง”

จิตรกรรมแบบ Renaissance มีสมมติฐานพื้นฐานอยู่อย่างหนึ่งว่า ภาพเป็นเหมือนหน้าต่างที่เปิดออกไปสู่โลก และผู้ชมยืนอยู่นอกโลกนั้น มองเข้าไปผ่านจุดมองหนึ่งจุด

แต่ Cubism เริ่มทำลายสมมติฐานนี้

ในภาพของ Picasso วัตถุไม่ได้มีเพียงด้านเดียวอีกต่อไป ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านบน และด้านล่างสามารถปรากฏพร้อมกันได้ เวลาเองดูเหมือนถูกบีบอัดเข้าไปในภาพ วัตถุไม่ได้เป็น “สิ่งที่มองจากจุดหนึ่ง” แต่เป็น สิ่งที่ถูกสำรวจจากหลายตำแหน่ง

ดังนั้น Cubism จึงไม่ได้เป็นเพียง style ของการวาดรูป แต่เป็น การเปลี่ยน ontology ของการมองเห็น

วัตถุไม่ได้ถูกนิยามด้วยสิ่งที่ตาเห็นจากจุดเดียวอีกต่อไป

มันถูกนิยามด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มองกับวัตถุในเวลา

และนี่มีผลอย่างลึกซึ้งต่อสถาปัตยกรรม

เพราะอาคารเองก็ไม่สามารถถูกมองได้ทั้งหมดจากจุดเดียว

เมื่อเราเดินผ่าน Villa Savoye เราไม่ได้ “เห็นอาคาร” ในครั้งเดียว เราเห็นด้านหนึ่งแล้วอีกด้านหนึ่ง เราเข้าไปใต้ pilotis ขึ้น ramp ผ่านระเบียง เห็นกรอบของ landscape เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนไหว

สถาปัตยกรรมจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจาก object ไปเป็น experience

จากอาคารที่ถูกมอง

กลายเป็นอาคารที่ถูก เดินผ่าน

นี่คือสิ่งที่ Le Corbusier เรียกว่า promenade architecturale — สถาปัตยกรรมถูกทำความเข้าใจผ่านลำดับของการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ผ่าน façade เพียงอย่างเดียว (Le Corbusier, Œuvre complète; Fondation Le Corbusier, “Corbusean Vocabulary”) (Fondation Le Corbusier⁠)

ดังนั้น ถ้าจะพูดอย่างเป็นปรัชญา

Picasso ทำลายจุดมองเดียวในภาพวาด ส่วน Le Corbusier พยายามทำลายจุดมองเดียวในอาคาร

และนี่คือหนึ่งในสะพานที่ลึกที่สุดระหว่าง Cubism กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

๓. แต่ Le Corbusier ไม่ได้ “กลายเป็น Picasso”

สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ตรงข้าม

Le Corbusier ไม่ได้เดินตาม Picasso ไปจนสุดทาง

Picasso ยอมรับความไม่แน่นอน ความกำกวม และการเปลี่ยนรูปอย่างรุนแรง ในขณะที่ Le Corbusier ยังคงมีความหลงใหลต่อ order, proportion, geometry และ system

นี่คือเหตุผลที่ Purism สำคัญมาก

Le Corbusier ต้องการนำพลังของ avant-garde กลับมาอยู่ในระบบที่สามารถสร้างได้จริง

ใน Après le cubisme Ozenfant และ Jeanneret เสนอความคิดเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ ความเป็นระเบียบ และการลดทอนรูปทรง โดยมองศิลปะผ่าน “plastic constants” และความสัมพันธ์พื้นฐานของรูปทรง (Ozenfant & Jeanneret, Après le cubisme, 1918; L’Esprit Nouveau, 1920–1925) (Fondation Le Corbusier⁠)

จึงเกิด paradox ขึ้น

Picasso ทำให้โลกไม่มั่นคง
Le Corbusier ทำให้ความไม่มั่นคงนั้นกลายเป็นระบบ

นี่คือความแตกต่างระหว่างศิลปินกับสถาปนิก

จิตรกรสามารถปล่อยให้รูปทรงแตกออกไปบนผืนผ้าใบได้

แต่สถาปนิกต้องทำให้มนุษย์สามารถเข้าไปอยู่อาศัยในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นได้

ดังนั้น Le Corbusier จึงต้องเอาความปฏิวัติของ Cubism มาผ่านตัวกรองของวิศวกรรม สัดส่วน การก่อสร้าง แสง การไหลเวียน และชีวิตประจำวัน

๔. จาก “รูปทรง” สู่ “ความสัมพันธ์”

นี่อาจเป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุด

ก่อนการปฏิวัติของศิลปะสมัยใหม่ สถาปัตยกรรมจำนวนมากถูกคิดผ่าน “รูปทรง” ของอาคาร เช่น façade, column, cornice, ornament และ symmetry

แต่หลังจาก Cubism และ Purism คำถามเปลี่ยนไป

ไม่ใช่เพียง

“อาคารมีรูปทรงอะไร?”

แต่กลายเป็น

“องค์ประกอบต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”

นี่คือการเปลี่ยนจาก object thinking ไปสู่ relational thinking

ขวดไม่ได้สำคัญเพราะเป็น “ขวด”

แต่สำคัญเพราะมันสัมพันธ์กับแก้ว โต๊ะ พื้นที่ว่าง สี และสายตาของผู้ดู

ในทำนองเดียวกัน ห้องไม่ได้สำคัญเพียงเพราะเป็น “ห้อง”

แต่สำคัญเพราะสัมพันธ์กับทางเดิน แสง ช่องเปิด ผนัง ระเบียง ภูมิทัศน์ และร่างกาย

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Le Corbusier จึงสามารถเปลี่ยน Cubist logic ให้กลายเป็น architectural logic ได้

ระนาบบนผืนผ้าใบ → ระนาบในพื้นที่
การซ้อนทับ → spatial layering
fragmentation → spatial sequence
multiple viewpoints → movement
collage → composition
transparency → visual continuity

นักประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมจำนวนมากจึงมองว่า Cubism ไม่ได้เพียงเปลี่ยนจิตรกรรม แต่ช่วยเปิดกรอบใหม่สำหรับการคิดพื้นที่ สถาปัตยกรรม และ representation (Museu Picasso Barcelona, Picasso and Architecture; Centre Canadien d’Architecture, Architecture and Cubism) (Museu Picasso Barcelona⁠)

๕. จุดที่น่าทึ่งที่สุด: Le Corbusier เริ่มนำ “ความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์” กลับเข้ามา

ถ้าเราดู Le Corbusier ช่วงแรก เราจะเห็นความเชื่อมั่นในเครื่องจักร ระเบียบ มาตรฐาน และเรขาคณิตอย่างมาก

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังสงคราม ภาษาของเขาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ความขาวบริสุทธิ์ของ Purism ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไป

เขาเริ่มสนใจพื้นผิวที่หยาบขึ้น รูปทรงที่ไม่สม่ำเสมอ สีที่รุนแรงขึ้น สัญลักษณ์ primitive รูปผู้หญิง รูปวัว มือ ร่างกาย และสิ่งที่เขาเรียกว่า objets à réaction poétique (Fondation Le Corbusier, Peintures) (Fondation Le Corbusier⁠)

นี่เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Le Corbusier กับโลกของ Picasso ยิ่งน่าสนใจ

เพราะ Picasso ไม่ได้เพียงสอนให้เขา “แตก geometry”

แต่โลกของ Picasso แสดงให้เห็นว่า

มนุษย์ไม่ได้มีเพียงด้านที่เป็น rational

มี instinct
มี sexuality
มี violence
มี myth
มี memory
มี dream
มี primitive impulse

ดังนั้น architecture ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเครื่องจักรสำหรับการอยู่อาศัย

มันสามารถกลายเป็น psychological object ได้

และเมื่อถึงช่วงหลังสงคราม Le Corbusier จึงค่อย ๆ เคลื่อนจากความเป็น “เครื่องจักรสีขาว” ไปสู่สิ่งที่มีน้ำหนักทางกายภาพและจิตวิญญาณมากขึ้น

๖. Unité d’Habitation และการเปลี่ยนจาก “machine” ไปสู่ “organism”

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Unité d’Habitation ที่ Marseille จึงสำคัญ

ถ้ามองเพียงผิวเผิน มันยังเป็นกล่องขนาดมหึมา เต็มไปด้วย module ซ้ำ ๆ เหมือนระบบอุตสาหกรรม

แต่เมื่อเข้าไปดูรายละเอียด จะพบว่าภาษาของ Le Corbusier เริ่มเปลี่ยนไป

สเกลของมนุษย์
ระเบียง
สี
แสง
พื้นที่ส่วนกลาง
ทางเดิน
หลังคา
รูปทรง sculptural
และกิจกรรมของชุมชน

อาคารไม่ได้เป็นเพียง machine อีกต่อไป

มันเริ่มกลายเป็น เมืองแนวตั้ง

และในโลกหลังสงคราม ความสัมพันธ์ระหว่าง Le Corbusier กับศิลปะสมัยใหม่ยิ่งเข้มข้นขึ้น ทั้งในจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพวาด และงาน tapestry ของเขาเอง (Fondation Le Corbusier, Peintures; Tapisseries) (Fondation Le Corbusier⁠)

นี่คือจุดที่ Picasso ไม่ได้มีอิทธิพลในความหมายง่าย ๆ ว่า “Le Corbusier เอารูป Picasso มาใช้”

แต่มีอิทธิพลในระดับ วิธีคิด

Picasso ทำให้รูปทรงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ตายตัว

Le Corbusier จึงสามารถมอง architecture ไม่ใช่เป็นการประกอบกล่อง แต่เป็นการจัดระเบียบ forces ที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ วัตถุ แสง พื้นผิว และพื้นที่

๗. Ronchamp คือจุดที่ Picasso อยู่ใน Le Corbusier โดยที่ Picasso ไม่ได้อยู่ใน Ronchamp

ถ้าเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดที่สุด ต้องไปถึง Chapelle Notre-Dame-du-Haut at Ronchamp

นี่คือ Le Corbusier ที่แตกต่างจาก Villa Savoye อย่างแทบจะคนละโลก

Villa Savoye คือความชัดเจน
สีขาว
เส้นตรง
pilotis
หน้าต่างแนวนอน
geometry
machine

แต่ Ronchamp คือ

ผนังหนา
หลังคาโค้งมหึมา
ช่องแสงไม่สม่ำเสมอ
แสงที่เหมือนลอยอยู่ในผนัง
รูปทรงที่ดูเหมือน sculpture
ความกำกวม
ความเงียบ
ความลึกลับ

มันแทบจะเป็นสิ่งที่ Purism ในวัยหนุ่มของเขาไม่อนุญาตให้เกิดขึ้น

และนี่คือสิ่งที่น่าสนใจมาก:

Le Corbusier ไม่ได้ละทิ้ง geometry
เขาทำให้ geometry มีชีวิต

จาก geometry ที่เป็น mathematical object

กลายเป็น geometry ที่มีน้ำหนัก
มีแสง
มีเงา
มีความทรงจำ
มีร่างกาย

ดังนั้น ถ้าจะมองผ่าน Picasso อย่างลึกซึ้ง เราอาจกล่าวได้ว่า Cubism เปิดประตูให้ Le Corbusier เข้าใจว่า architecture ไม่จำเป็นต้องมี “รูปทรงที่ถูกต้องเพียงรูปเดียว”

มันสามารถมีหลายความจริงพร้อมกันได้

และ Ronchamp คือหนึ่งในผลลัพธ์ที่ไกลที่สุดของการเดินทางนั้น

๘. สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ จึงไม่ใช่ “Picasso → Le Corbusier” แต่เป็นวงจร

ประวัติศาสตร์ที่สวยกว่าคือ

Cézanne → Cubism → Picasso → Purism → Le Corbusier → Architecture → Sculpture → Painting → Architecture อีกครั้ง

Cézanne ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่คิดถึงธรรมชาติใน terms ของรูปทรงและความสัมพันธ์

Picasso และ Braque ทำลาย perspective แบบดั้งเดิม

Ozenfant และ Jeanneret ตอบสนองต่อ Cubism ด้วย Purism

Le Corbusier นำ Purism เข้าสู่ architecture

จากนั้น architecture ของเขาเองก็ย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงจิตรกรรมและประติมากรรมของเขาในช่วงหลัง

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Le Corbusier จึงไม่ควรถูกเข้าใจเพียงในฐานะ “architect”

มูลนิธิ Le Corbusier ระบุว่าเขาสร้างภาพเขียนมากกว่า 450 ชิ้นระหว่าง 1917–1965 และใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันกับการวาดภาพ โดยมองการปฏิบัติทางศิลปะพลาสติกว่าเป็นแหล่งพลังทางปัญญาสำหรับ urbanism และ architecture ของเขาเอง (Fondation Le Corbusier, Peintures) (Fondation Le Corbusier⁠)

ดังนั้นสำหรับ Le Corbusier

painting ไม่ใช่งานอดิเรกของ architect

painting คือ laboratory ของ architecture

เขาทดลองในภาพก่อน แล้วจึงนำสิ่งที่ค้นพบเข้าสู่พื้นที่จริง

๙. และนี่คือเหตุผลที่ Picasso สำคัญ — ไม่ใช่เพราะ Le Corbusier “เลียนแบบ” Picasso

ความสัมพันธ์ของสองคนนี้จึงควรถูกอ่านในระดับที่ลึกกว่า influence แบบตรงไปตรงมา

Picasso เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ศิลปะตะวันตกยอมรับว่า

โลกหนึ่งใบสามารถมีหลายมุมมองพร้อมกันได้

Le Corbusier รับคำถามนี้มา แล้วถามต่อว่า

ถ้าอย่างนั้นมนุษย์หนึ่งคนสามารถมีหลายประสบการณ์ของอาคารเดียวกันได้หรือไม่?

คำตอบคือได้

และนั่นคือ promenade architecturale

อาคารเดียวกันในเวลา 08.00 น. ไม่เหมือนกับเวลา 18.00 น.

ห้องเดียวกันเมื่อมองจากทางเดินไม่เหมือนเมื่อมองจากบันได

ผนังเดียวกันเมื่อถูกแสงแดดกระทบไม่เหมือนตอนอยู่ในเงา

เมืองเดียวกันเมื่อเดินเท้าไม่เหมือนเมื่อมองจากรถยนต์

ดังนั้นสถาปัตยกรรมจึงไม่ใช่ สิ่งที่เราเห็น

แต่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในขณะที่เราเคลื่อนผ่านมัน

และตรงนี้เองที่ Picasso กับ Le Corbusier พบกันอย่างแท้จริง

ไม่ใช่บนผืนผ้าใบ

ไม่ใช่ในภาพ Cubist

ไม่ใช่ใน façade

แต่ในแนวคิดว่า

ความจริงไม่ได้มีรูปเดียว

๑๐. จาก Picasso ถึง Le Corbusier: การปฏิวัติที่แท้จริงคือการเปลี่ยน “สายตา” ให้กลายเป็น “ร่างกาย”

ในที่สุด สิ่งที่ Picasso ช่วยเปิดขึ้นในศิลปะ และ Le Corbusier ช่วยแปลต่อในสถาปัตยกรรม คือการเปลี่ยนจาก representation ไปสู่ experience

ศิลปะแบบเก่าถามว่า

“สิ่งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร?”

Cubism เริ่มถามว่า

“สิ่งนี้จะเป็นอย่างไร หากฉันมองมันจากหลายตำแหน่ง?”

Le Corbusier ถามต่อว่า

“แล้วถ้าฉันไม่เพียงมองมัน แต่เดินเข้าไปอยู่ในมันล่ะ?”

คำถามสุดท้ายนี้ทำให้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

เพราะทันทีที่ architecture ไม่ได้เป็นเพียง object ที่ถูกมองจากภายนอก แต่เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย สถาปัตยกรรมก็เริ่มเข้าใกล้ศิลปะการแสดง ดนตรี ภาพยนตร์ และ phenomenology มากขึ้น

ห้องจึงไม่ใช่เพียง volume

แต่เป็น sequence

ผนังไม่ใช่เพียง enclosure

แต่เป็น frame

หน้าต่างไม่ใช่เพียง opening

แต่เป็น camera

บันไดไม่ใช่เพียง circulation

แต่เป็น montage

แสงไม่ใช่เพียง illumination

แต่เป็น material

และอาคารไม่ใช่เพียง object

แต่เป็น event

นี่อาจเป็นมรดกที่ลึกที่สุดของ Picasso ต่อ Le Corbusier

ไม่ใช่การทำให้ Le Corbusier วาดเหมือน Picasso

แต่เป็นการทำให้สถาปนิกตระหนักว่า โลกไม่จำเป็นต้องถูกออกแบบจากมุมมองเดียว

และเมื่อมุมมองเดียวถูกทำลาย สถาปัตยกรรมก็เริ่มมี “เวลา”

เมื่อสถาปัตยกรรมมีเวลา มันก็มี “การเคลื่อนไหว”

เมื่อมีการเคลื่อนไหว มันก็มี “ร่างกาย”

และเมื่อมีร่างกาย สถาปัตยกรรมก็ไม่ได้เป็นเพียงเรขาคณิตอีกต่อไป

มันกลายเป็น ประสบการณ์ของการมีชีวิตอยู่ในพื้นที่

นั่นคือเหตุผลที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Picasso กับ Le Corbusier น่าสนใจกว่าการพูดง่าย ๆ ว่า “Picasso มีอิทธิพลต่อ Le Corbusier” เพราะในความเป็นจริง Picasso ช่วยเปิดคำถามหนึ่งขึ้นมา และ Le Corbusier ใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามแปลคำถามนั้นให้กลายเป็นพื้นที่

Picasso ปฏิวัติวิธีที่มนุษย์มองโลก
Le Corbusier ปฏิวัติวิธีที่มนุษย์เคลื่อนที่อยู่ในโลกนั้น

และตรงรอยต่อระหว่างสองสิ่งนี้เอง—ระหว่าง ภาพกับพื้นที่, สายตากับร่างกาย, geometry กับ experience, order กับ ambiguity—คือหนึ่งในจุดกำเนิดที่สำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

(Le Corbusier, Vers une architecture, 1923; Ozenfant & Jeanneret, Après le cubisme, 1918; Le Corbusier, L’Esprit Nouveau, 1920–1925; Le Corbusier, Œuvre complète; Fondation Le Corbusier, “Peintures”; Fondation Le Corbusier, “Purisme”; Museu Picasso Barcelona, Picasso and Architecture; Centre Canadien d’Architecture, Architecture and Cubism; Christopher Green, Cubism and Its Enemies, 1987; Stanislaus von Moos, Le Corbusier: Elements of a Synthesis, 2009). (Fondation Le Corbusier⁠)


#Siamstr #nostr #artist