Last Notes
Germany repeats call for EU force to replace UN peacekeepers in Lebanon
Berlin warns against a 'security vacuum' in Lebanon's south once UNIFIL mandate expires at year's end.
https://www.aljazeera.com/news/2026/7/17/germany-repeats-call-for-eu-force-to-replace-un-peacekeepers-in-lebanon?traffic_source=rss
😵💫买了又怕继续跌 如果有无限子弹就可以一直跌一直买了😅
ついに わたしを助けるために、世界が動き出したか🌏🌍🌎🚀👾🪐🌟🐰www
they give me this site from their admin: bch. info
I haven't had the chance to tinker around. keep me posted! I've been meaning to ask the same thing bout LN sats to bch sats. I may need it when I visit Philippines again ☺️ Let me know/share if/when you find th3 answers👌
昨日のAWSの障害で請求がバグってるらしく国家予算級の金額がポコポコしてる
🔔 Ve Volkswagenu zmizí až 140 tisíc pracovních míst, varuje závodní rada. Zánik hrozí čtyřem továrnám:
V automobilovém koncernu Volkswagen by v příštích letech mohlo zaniknout až 140 tisíc pracovních míst. S odkazem na závodní radu německého podniku to v pátek uvedla agentura Reuters. Dosud se hovořilo o možném propuštění zhruba 100 tisíc lidí. V...
https://byznys.hn.cz/c1-67905650-ve-volkswagenu-zmizi-az-140-tisic-pracovnich-mist-varuje-zavodni-rada-zanik-hrozi-ctyrem-tovarnam
#CzechNews #News #Press #Media
Streaming: Capsule - 007
1. Monsieur Cedric - Tight
2. DJ Nori - Happy Sunday (Maurice Fulton Mix)
3. Hank Jackson - Chicken Fried Shrimp
4. Paranoid London - Eating Glue
5. Greg Beato - Who's The Licho In Charge Ovaa Here?
6. Mumdance - The Sprawl
7. J Majik - Your Sound (Remix)
8. Deadbeat & Fatima Camara - Postcard Blues
https://harmonique.one/shows/capsule/episodes/007 #music #tunestr
GM!☕️
Just take good protection measures!
Stay safe!
https://blossom.primal.net/ff314d15f7e8ac890361d20be8a961fe7cfcb56f21076b3065256fba7b640aca.jpg
サマーウォーズのおばあちゃんみたいに氷いっぱいの部屋に詰める
Denke das wäre passender...
https://blossom.primal.net/83cc4b2e77643f357fd3df75abcbca2e63503b688b11c171d3c21002b93406d2.png
storage is rarely the biggest line. it's the easiest free money on the bill.
two moves, different in kind. tier it down — S3 lifecycle or intelligent-tiering ages cold data to cheaper classes. standard $0.023 vs deep archive ~$0.001 is 20x on the same bytes. that's recurring savings.
then delete the graveyard: unattached volumes, old snapshots, idle IPv4. tiering recurs. the graveyard is pure waste — delete it and it never comes back.
https://rajesh.medampudi.com/blog/audit-50k-aws-bill
https://media.medampudi.com/a131ef8f6f02806ae8be7e5375b8a149f54e1314c37a83812657d8076ea82b24.png
https://image.nostr.build/55e5bb57cce105aea73be4bb30a8a736e743625a5f9d59f06c8f36b621f1551c.png这就是 #抗单
大和民族の魂が、これ以上、頽廃の淵へと沈みゆくのを許してはなりません。私にご連絡ください。オウム真理教に入信することこそが、あなたが大和民族本来の精神を再発見するための道となるでしょう。
#memes #zap #memestr #nostr
https://preview.redd.it/fwlvlsq1gw051.jpg?width=640&crop=smart&auto=webp&s=b4f9070fb6b438c462df21320a59a2f33ac8c57e
#animal #wildlife #photography #nostr #animalstr
https://images.pexels.com/photos/35905866/pexels-photo-35905866.jpeg
That said, BIP110 is a pointless distraction from reality
https://image.nostr.build/86da0b7413c6b6e19f50bde0c131606b2fc25909cb910cca95b3fab0c3d0cb37.jpg
Bitcoin: The Future of Money?
ตอนที่ 3 : Bitcoin กับการแยก “อำนาจ” ออกจาก “ความจริง” — การปฏิวัติที่ลึกกว่าประวัติศาสตร์ของเงิน
ตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ สิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “เงิน” ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วยเสมอ เหรียญทุกเหรียญ ธนบัตรทุกใบ และบัญชีทุกบัญชี ล้วนสะท้อนคำถามเดียวกันว่า ใครมีสิทธิ์ประกาศว่าอะไรคือความจริงทางเศรษฐกิจ (Dominic Frisby, Bitcoin: The Future of Money?)
เมื่อจักรวรรดิโรมันผลิตเหรียญจักรพรรดิ พระพักตร์ของจักรพรรดิไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการประกาศว่าอำนาจของรัฐคือผู้รับรองมูลค่าของเหรียญ เมื่อกษัตริย์ยุโรปผลิตเหรียญ เงินจึงเป็นทั้งสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตย กระทั่งเมื่อธนาคารกลางสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้น การออกเงินก็ยังคงเป็นหนึ่งในอำนาจสูงสุดของรัฐ เพราะผู้ที่ควบคุมเงิน ย่อมสามารถกำหนดจังหวะของเศรษฐกิจได้ (Niall Ferguson, The Ascent of Money)
Frisby มองว่า Bitcoin ไม่ได้ท้าทายรัฐบาลเพราะมันเป็น “เงินใหม่” แต่เพราะมันเสนอความคิดที่อารยธรรมมนุษย์แทบไม่เคยทดลองมาก่อน นั่นคือ ความจริงทางเศรษฐกิจอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากผู้มีอำนาจ (Frisby, Bitcoin: The Future of Money?)
⸻
หากย้อนกลับไปอ่านหนังสือ The Structure of Scientific Revolutions ของ Thomas Kuhn จะพบว่า วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไม่ใช่เพราะทฤษฎีใหม่อธิบายสิ่งเดิมได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่เพราะมันเปลี่ยนคำถามที่ผู้คนใช้มองโลก (Thomas S. Kuhn, The Structure of Scientific Revolutions)
Bitcoin ก็เช่นเดียวกัน
ก่อน Bitcoin คำถามคือ
“เราจะสร้างสถาบันที่ประชาชนไว้ใจได้อย่างไร”
หลัง Bitcoin คำถามกลายเป็น
“เราจะสร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งสถาบันได้หรือไม่”
นี่คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่ Frisby พยายามทำให้ผู้อ่านเห็นตลอดทั้งเล่ม แม้เขาจะไม่ได้ใช้คำของ Kuhn โดยตรง
⸻
สิ่งที่น่าสนใจคือ Bitcoin ไม่ได้กำจัด “อำนาจ”
แต่กำหนดรูปแบบใหม่ของอำนาจ
Michel Foucault เสนอว่า อำนาจไม่ได้อยู่ในบุคคล หากกระจายอยู่ในเครือข่ายของกฎ ความรู้ และสถาบัน (Michel Foucault, Discipline and Punish)
ในโลกของ Fiat Money อำนาจกระจุกอยู่ในองค์กร เช่น ธนาคารกลาง รัฐบาล หรือระบบกฎหมาย
แต่ในโลกของ Bitcoin อำนาจไม่ได้หายไป มันถูก “ฝัง” ลงในโปรโตคอล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
Bitcoin ไม่ได้สร้างโลกที่ไร้อำนาจ
แต่สร้างโลกที่อำนาจไม่สามารถใช้อำเภอใจได้
เพราะผู้ที่ต้องการเปลี่ยนกฎ ไม่สามารถออกคำสั่งได้เพียงฝ่ายเดียว หากต้องได้รับฉันทามติจากเครือข่ายทั้งหมด
นี่คือการเปลี่ยน “อำนาจของบุคคล” ให้กลายเป็น “อำนาจของกฎ”
⸻
Frisby ยังทำให้เห็นความแตกต่างที่ละเอียดอ่อนระหว่าง ความน่าเชื่อถือ (Credibility) กับ ความจริง (Truth)
ในระบบการเงินดั้งเดิม หากธนาคารประกาศว่าบัญชีของคุณมีเงินหนึ่งล้านบาท สิ่งนั้นถือเป็นความจริง เพราะสถาบันที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ประกาศ
ใน Bitcoin ธุรกรรมหนึ่งธุรกรรมไม่ได้เป็นจริงเพราะมีใครประกาศ
แต่เป็นจริงเพราะทุก Node ในเครือข่ายสามารถตรวจสอบและเห็นผลตรงกัน
นี่คือสิ่งที่นักปรัชญาเรียกว่า Epistemic Shift หรือการเปลี่ยนแหล่งกำเนิดของความรู้
Karl Popper เคยเสนอว่า ความรู้ที่ดีต้องเปิดโอกาสให้ถูกตรวจสอบและโต้แย้งได้ (The Logic of Scientific Discovery)
Blockchain มีลักษณะคล้ายกันอย่างน่าประหลาด
ไม่มีใครถูกบังคับให้เชื่อ
ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง
ความจริงจึงไม่ได้เกิดจากอำนาจ แต่เกิดจากความสามารถในการตรวจสอบซ้ำ
⸻
เมื่อเชื่อมโยงกับงานของ Elinor Ostrom ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ภาพจะยิ่งชัดขึ้น Ostrom แสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถสร้างระบบการจัดการทรัพยากรร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งทั้งตลาดเสรีสุดขั้วหรือรัฐรวมศูนย์ หากมีกฎที่ชัดเจน โปร่งใส และทุกคนยอมรับร่วมกัน (Governing the Commons)
Bitcoin อาจถูกมองว่าเป็น “ทรัพยากรส่วนรวม” รูปแบบใหม่
ไม่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ
ไม่มีบริษัทเป็นเจ้าของ
แต่ทุกคนช่วยกันรักษากฎของระบบ เพราะความน่าเชื่อถือของเครือข่ายเป็นผลประโยชน์ร่วม
นี่คือเหตุผลที่ Frisby ไม่ได้มอง Bitcoin เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่เป็นการทดลองทางสังคมขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
⸻
อีกประเด็นหนึ่งที่หนังสือชวนให้คิดคือ การเปลี่ยนจาก “ความลับ” ไปสู่ “ความโปร่งใส”
ในอดีต บัญชีของรัฐ บัญชีของธนาคาร และการออกเงิน มักเป็นข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้จำกัด
Bitcoin กลับเลือกเส้นทางตรงกันข้าม
ธุรกรรมทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณะ
แต่ตัวตนของผู้ใช้อาจไม่ถูกเปิดเผย
นี่เป็นการสลับตำแหน่งระหว่าง “ข้อมูล” กับ “อัตลักษณ์”
ระบบดั้งเดิมมักรู้ว่า “ใคร” เป็นเจ้าของ แต่ไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด
Bitcoin เปิดเผย “ข้อมูล” ทั้งหมด แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า “ใคร”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับการอภิปรายเรื่องความเป็นส่วนตัวและสังคมข้อมูลใน The Age of Surveillance Capitalism ของ Shoshana Zuboff ซึ่งตั้งคำถามว่า ในโลกดิจิทัล เราควรเปิดเผยข้อมูลประเภทใด และใครควรเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเหล่านั้น (Shoshana Zuboff, The Age of Surveillance Capitalism)
⸻
หากมองลึกลงไปกว่านั้น Bitcoin ไม่ได้เพียงเปลี่ยนวิธีการทำธุรกรรม
แต่มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง “กฎหมาย” กับ “ข้อเท็จจริง”
ในโลกเดิม
กฎหมายมาก่อน
ข้อเท็จจริงตามมา
แต่ใน Bitcoin
ข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์มาก่อน
กฎของมนุษย์จึงต้องเข้ามาปรับตัวภายหลัง
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศใช้เวลาหลายปีในการออกกฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin เพราะเทคโนโลยีได้สร้าง “ข้อเท็จจริงใหม่” ขึ้นก่อนที่ระบบกฎหมายจะมีโอกาสตอบสนอง
Francis Fukuyama เคยเสนอว่า การสร้างสถาบันใหม่เป็นกระบวนการที่ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเสมอ (Political Order and Political Decay)
Bitcoin จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านการเงิน หากเป็นแรงกดดันที่ทำให้สถาบันดั้งเดิมต้องปรับตัว
⸻
เมื่ออ่าน Bitcoin: The Future of Money? อย่างลึกซึ้ง จะพบว่า Dominic Frisby ไม่ได้กำลังเล่าเรื่องเหรียญดิจิทัล หากกำลังเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านของอารยธรรม จากยุคที่ “ความจริง” ต้องได้รับการรับรองโดยผู้มีอำนาจ ไปสู่ยุคที่ “ความจริง” ถูกสร้างขึ้นจากกฎที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้อย่างเท่าเทียม
หากตอนแรก Bitcoin คือ ความทรงจำของอารยธรรม และตอนที่สองคือ นาฬิกาของอารยธรรม ตอนนี้ Bitcoin อาจถูกมองได้ว่าเป็น รัฐธรรมนูญเชิงคำนวณ (Computational Constitution) ที่พยายามแยก “อำนาจ” ออกจาก “ความจริง” เช่นเดียวกับที่วิทยาศาสตร์เคยแยก “ข้อเท็จจริงของธรรมชาติ” ออกจาก “อำนาจของศาสนา” ในยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์
บางที นี่อาจเป็นการปฏิวัติที่ลึกที่สุดของ Bitcoin ไม่ใช่การสร้างเงินรูปแบบใหม่ แต่เป็นการเสนอว่า สังคมมนุษย์สามารถสร้างฉันทามติร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดผูกขาดสิทธิในการประกาศความจริง และนั่นคือแนวคิดที่ทำให้หนังสือของ Dominic Frisby ยังคงทรงคุณค่า แม้เวลาจะผ่านมากว่าทศวรรษแล้ว (Dominic Frisby, Bitcoin: The Future of Money?; Thomas S. Kuhn, The Structure of Scientific Revolutions; Michel Foucault, Discipline and Punish; Elinor Ostrom, Governing the Commons; Karl Popper, The Logic of Scientific Discovery; Francis Fukuyama, Political Order and Political Decay; Shoshana Zuboff, The Age of Surveillance Capitalism).
———
Bitcoin: The Future of Money?
ตอนที่ 4 : Bitcoin กับการค้นพบ “กฎธรรมชาติ” ของเงิน — เมื่อเงินหยุดเป็นสิ่งประดิษฐ์ของรัฐ และกลายเป็นสิ่งที่วิวัฒน์เหมือนภาษา
เมื่ออ่าน Bitcoin: The Future of Money? จบทั้งเล่ม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การที่ Dominic Frisby อธิบายว่า Bitcoin จะมาแทนธนาคารหรือไม่ หรือราคาจะสูงเพียงใด หากแต่เป็นคำถามที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกบทของหนังสือ นั่นคือ เงินเป็นสิ่งที่มนุษย์ออกแบบ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์ค้นพบ
คำถามนี้ฟังดูประหลาด เพราะเราคุ้นเคยกับการคิดว่าเงินคือสิ่งที่รัฐบาลผลิต ธนาคารกลางควบคุม และกฎหมายรับรอง แต่หากย้อนมองประวัติศาสตร์อย่างที่ Frisby พยายามทำ จะพบว่ารัฐส่วนใหญ่ไม่ได้ “สร้าง” เงิน หากเข้าไปควบคุมสิ่งที่สังคมเลือกใช้เป็นเงินอยู่แล้ว (Dominic Frisby, Bitcoin: The Future of Money?)
ทองคำไม่ได้กลายเป็นเงินเพราะกษัตริย์ประกาศ
เปลือกหอยไม่ได้กลายเป็นเงินเพราะมีรัฐธรรมนูญ
แม้แต่ธนบัตรในยุคแรกก็เกิดจากใบรับฝากทองของพ่อค้า ก่อนจะกลายเป็นเงินที่รัฐเข้ามากำกับในภายหลัง
ประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้เกิดข้อสังเกตที่ลึกซึ้งว่า สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “เงิน” อาจไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ (Invention) แต่เป็นผลของการค้นพบ (Discovery) เช่นเดียวกับภาษา ตลาด หรือกฎหมายจารีต ซึ่งไม่ได้เกิดจากการออกแบบของคนคนเดียว แต่เกิดจากการสะสมของการเลือกใช้ซ้ำ ๆ จนกลายเป็นสถาบันทางสังคม (Carl Menger, On the Origin of Money)
นี่คือจุดที่หนังสือของ Frisby เชื่อมโยงกับความคิดของ Carl Menger ได้อย่างลึกซึ้ง แม้ผู้เขียนจะไม่ได้อ้างถึงเขาในทุกบท Menger เสนอว่า เงินเกิดจาก “ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง” (Spontaneous Order) ผู้คนเลือกใช้สินค้าที่ขายต่อได้ง่ายที่สุด จนในที่สุดสินค้านั้นกลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของสังคม ไม่ใช่เพราะคำสั่งจากเบื้องบน แต่เพราะวิวัฒนาการจากเบื้องล่าง (Carl Menger, On the Origin of Money)
หากเป็นเช่นนั้น Bitcoin ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “เงินที่ถูกสร้างขึ้น” หากแต่เป็น “ผู้สมัครรายใหม่” ในกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติของเงิน
⸻
แนวคิดนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อมองผ่าน Friedrich Hayek ใน Law, Legislation and Liberty ซึ่งแยกความแตกต่างระหว่าง Cosmos กับ Taxis
Hayek ใช้คำว่า Cosmos เพื่ออธิบายระเบียบที่เกิดขึ้นเอง เช่น ภาษา ตลาด หรือจารีตประเพณี ไม่มีใครเป็นผู้ออกแบบทั้งหมด แต่กลับมีโครงสร้างที่มั่นคงและปรับตัวได้
ส่วน Taxis คือระเบียบที่ถูกออกแบบ เช่น กองทัพ ระบบราชการ หรือองค์กรธุรกิจ ซึ่งต้องอาศัยการสั่งการจากศูนย์กลาง (Friedrich Hayek, Law, Legislation and Liberty)
ประเด็นสำคัญคือ Hayek เชื่อว่า ระบบที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์มักอยู่ในกลุ่มแรก มากกว่ากลุ่มหลัง
ภาษาอังกฤษไม่มีผู้ประดิษฐ์
ตลาดโลกไม่มีสถาปนิก
กฎหมายจารีตก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยคนเพียงคนเดียว
Frisby ทำให้เห็นว่า Bitcoin กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน
ไม่มีใครสามารถสั่งให้คนทั้งโลกใช้ Bitcoin ได้
ไม่มีรัฐบาลใดสามารถประกาศให้มันมีมูลค่าได้
หาก Bitcoin จะกลายเป็นเงิน ก็ต้องเกิดจากกระบวนการเดียวกับที่ทองคำเคยผ่านมา นั่นคือการคัดเลือกของตลาด ไม่ใช่การประกาศของผู้ปกครอง (Frisby, Bitcoin: The Future of Money?)
⸻
นี่นำไปสู่อีกคำถามหนึ่งที่แทบไม่มีหนังสือ Bitcoin เล่มใดกล่าวถึง นั่นคือ เหตุใดมนุษย์จึงพยายาม “ออกแบบ” เงินอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เงินที่ประสบความสำเร็จมักเกิดจากการวิวัฒน์
James C. Scott นักรัฐศาสตร์ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของรัฐ เสนอใน Seeing Like a State ว่า รัฐสมัยใหม่มักเชื่อว่าระบบที่ดีคือระบบที่สามารถมองเห็น วัดผล และควบคุมได้ จึงพยายามทำให้ป่าไม้ เมือง เกษตรกรรม หรือแม้แต่ประชากร อยู่ในรูปแบบที่บริหารจัดการได้ง่าย (James C. Scott, Seeing Like a State)
เงินก็เช่นกัน
รัฐต้องการเงินที่สามารถควบคุมปริมาณ ติดตามการไหลเวียน และใช้เป็นเครื่องมือของนโยบายเศรษฐกิจ
แต่ Bitcoin กลับเลือกเส้นทางตรงกันข้าม
มันไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อให้รัฐบริหาร
แต่ถูกออกแบบเพื่อให้ เครือข่ายอยู่รอด แม้ไม่มีผู้บริหาร
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “ระบบที่มีผู้จัดการ” กับ “ระบบที่จัดการตัวเอง”
⸻
หากมองผ่านวิทยาศาสตร์ความซับซ้อน (Complexity Science) ภาพนี้จะยิ่งชัด
ในหนังสือ Complexity: A Guided Tour Melanie Mitchell อธิบายว่า ระบบที่ซับซ้อน เช่น ฝูงมด สมอง หรือระบบนิเวศ ไม่จำเป็นต้องมีผู้ควบคุมส่วนกลาง แต่สามารถสร้างระเบียบจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบจำนวนมหาศาลได้ (Melanie Mitchell, Complexity: A Guided Tour)
Bitcoin มีลักษณะเช่นเดียวกัน
ไม่มีสำนักงานใหญ่
ไม่มีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ไม่มีศูนย์บัญชาการ
แต่เครือข่ายยังสามารถรักษากฎเดียวกันไว้ได้มากว่าทศวรรษ
หากมองในมุมนี้ Bitcoin ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านการเงิน แต่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของ ระบบซับซ้อนแบบเกิดขึ้นเอง (Emergent Complex System)
Frisby จึงไม่ได้กำลังเล่าเรื่องซอฟต์แวร์ หากกำลังเล่าเรื่องวิวัฒนาการของสถาบันทางสังคมในยุคดิจิทัล
⸻
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Bitcoin ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนความหมายของ “กฎหมาย”
ในโลกเดิม กฎหมายมาก่อน ตลาดปรับตัวตาม
แต่ Bitcoin ทำให้สถานการณ์กลับด้าน
เครือข่ายเกิดขึ้นก่อน
ผู้ใช้งานเกิดขึ้นก่อน
ตลาดเกิดขึ้นก่อน
จากนั้นรัฐจึงค่อยออกกฎหมายตาม
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์
Harold Berman แสดงให้เห็นใน Law and Revolution ว่า กฎหมายพาณิชย์ของยุโรปยุคกลางจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากพระมหากษัตริย์ แต่เกิดจากธรรมเนียมของพ่อค้าที่ค้าขายข้ามเมือง แล้วรัฐจึงค่อยรับรองภายหลัง (Harold J. Berman, Law and Revolution)
Bitcoin จึงอาจเป็นตัวอย่างร่วมสมัยของกระบวนการเดียวกัน คือ กฎของชุมชนเกิดขึ้นก่อน กฎหมายของรัฐจึงตามมา
⸻
ท้ายที่สุด สิ่งที่ Dominic Frisby ทำไว้ใน Bitcoin: The Future of Money? อาจไม่ใช่การทำนายว่า Bitcoin จะเป็นเงินแห่งอนาคต หากเป็นการชวนผู้อ่านกลับไปพิจารณาว่า ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์เข้าใจธรรมชาติของเงินถูกต้องแล้วหรือยัง
บางที เงินอาจไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาล “สร้าง”
ไม่ใช่สิ่งที่ธนาคารกลาง “บริหาร”
และไม่ใช่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ “นิยาม”
แต่เป็นสถาบันที่วิวัฒน์ขึ้นจากการทดลองนับไม่ถ้วนของผู้คนในตลาด เหมือนภาษา เหมือนกฎหมายจารีต และเหมือนวิทยาศาสตร์ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำให้มันดำรงอยู่
หากการตีความนี้ถูกต้อง Bitcoin ก็ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ หากเป็นการฟื้นคืนของแนวคิดเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ นั่นคือ เงินไม่ใช่ผลผลิตของอำนาจ แต่เป็นผลผลิตของวิวัฒนาการ และหน้าที่ของสังคมอาจไม่ใช่การออกแบบเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุด หากเป็นการเปิดพื้นที่ให้เงินแต่ละรูปแบบแข่งขันกัน จนกระทั่งตลาดค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง (Dominic Frisby, Bitcoin: The Future of Money?; Carl Menger, On the Origin of Money; Friedrich A. Hayek, Law, Legislation and Liberty; James C. Scott, Seeing Like a State; Melanie Mitchell, Complexity: A Guided Tour; Harold J. Berman, Law and Revolution)
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
«A volte, la povertà ci costringe ad accettare situazioni pericolose». La frase, netta e priva di ogni romanticismo, è di Pauline, una lavoratrice del sesso e attivista per i diritti della sua categoria.
Come cambierebbe questa attività — e soprattutto la vita di chi vi si dedica — se le persone potessero prendere decisioni partendo da una sicurezza economica minima e incondizionata garantita?
Per rispondere, dobbiamo concretizzare un’idea che da anni risuona nelle agende politiche con più volontà trasformativa. È il Reddito di Base Universale (RBU).
Non parliamo di un sussidio per poveri né di un aiuto assistenziale. Il RBU si definisce come un reddito economico erogato dallo Stato a ciascun membro a pieno titolo della società, in modo individuale, universale, incondizionato e sufficiente a coprire i bisogni fondamentali della vita.
«Se partissimo da una situazione di stabilità economica, praticamente nessuno si dedicherebbe al lavoro sessuale», riflette Pauline (né lavorerebbe in un mattatoio, né come cameriere sulla Costa Brava, né…).
La realtà è che molte delle persone che iniziano provengono dalle classi sociali più basse. E se è vero che alcune riescono a generare redditi significativi, spesso è in cambio di un brutale autosfruttamento. Quando la necessità si fa sentire, concetti come la «libera scelta» svaniscono nel nulla. Questo vale sia per il lavoro sessuale che per altri settori precari.
Con una base economica garantita, la vulnerabilità economica crolla. «un reddito garantito ridurrebbe i livelli di ansia collettiva nella società; quando le persone non vivono nella paura di non arrivare a fine mese, diminuisce la tendenza a cercare capri espiatori tra le categorie più deboli». Sarebbe, come minimo, una boccata d’aria storica per la salute mentale collettiva e una misura per combattere l’ascesa del fascismo.
Forse la domanda fondamentale sollevata dal RBU non è se farebbe scomparire o meno il lavoro sessuale. La domanda a cui dobbiamo rispondere è molto più profonda: cosa significa, realmente, la libertà? Che tipo di società siamo se permettiamo la scelta solo a chi se lo può permettere?
https://catalunyaplural.es/mas-alla-de-la-supervivencia/
いまこれ https://share.yabu.me/274a2e86f1a7acb45b01f290284a343c248cb913677b43d7f7615b513194d8b0/abb60948a52174d2f78ccae0ecb8c10c3035289d7cbf578d09ac2052ee99d869.webp
Cool, does flotilla also use Concord protocol?
Get your zapstream shirts now! Free shipping 👀
https://blossom.nogood.studio/03098935083418cffb2fd0213e7b1d01a36f94d261f47c78c213f6c4f09eef0f.jpg
https://blossom.nogood.studio/f98bc742ba24b2c729420148d736c3c0f58e6551d7dc0e4bd263d78bf2ab58b8.jpg
#nevent1q…32xx
Hi Alex, I used Russell's uid.ovh with keychat.io and logged in with nip07, and it worked fine 🙂
I created a burner npub and made it a public vanity address and even tested the nip05 worked and it did
I also sent and recieved email successfully
So Russell's end is working OK 👍
オウム真理教への入信は、単にあなた自身のためだけにあるのではありません。それは、あなたの魂を高みへと昇華させるためのものでもあるのです。この極めて重要な局面において、決してひるんではなりません。さらなる情報をご希望の方は、私までご連絡ください。
結構子供の頃からおとなしくて感情が平坦で、あんまり喜怒哀楽がそんなにないけど、私にも人権とかプライバシーとかと間があるんで、ただソフトに明るいだけなんですよ。気づかれにくいんですよ。派手に笑ったり派手に怒ったりしなきゃいけないって。しんどいじゃないですか。
Truth hurts and can be depressing.
Spiritual Sovereignity is stronger than that.
For people who really had no clue before aboit what is truly going on, it should function as an eye opener.
高市早苗よ。汚い動画を使って政敵を抹殺しようとしたお前の本性は、もはや手の施しようのない癌へと転移してしまった。この病巣を、今すぐ切り除け。
人間てテンションが上がりすぎちゃうと、マクドナルドの昔のCMのキッズみたいになるみたいですよ
‚Wassers‘ ist auch gut! 🤣
Remembering Willis Carto
From Counter Currents
Willis Carto 804 words Willis Carto was born one hundred years ago on this day. Margot Metroland discusses his long life and many accomplishments in her obituary here at Counter-Currents. Here I wish to share some personal memories, recommend other writings at Counter-Currents, and invite more writing on Mr. Carto. With the help of Sam […]
Jul 17th 2026 4:54am EDT
Source Link: https://counter-currents.com/2026/07/remembering-willis-carto-4/
Share, promote & comment with Nostr: https://dissentwatch.com/boost/?boost_post_id=1159799
Agentic anger is a goal-directed state that sharpens focus and mobilises you to take action, fix what is broken and reclaim your footing.
Paul Gilbert maps the nervous system into three states.
1 body on high alert
2 a state of rest and safety
3 the drive state
Standard advice tells you to go from the first straight to the second. Find peace with it. Let it go. But the move that works is: take the energy of the first state and route it directly into the third. Into building something, deciding something, writing something, naming a boundary clearly.
I call it the only thing that has ever reliably worked for women who are genuinely angry at a system that earned their anger. Move from managing the emotion to acting on what it named. Identify the breach. Identify what would address it. Channel the energy into a clear next step — a direct conversation, a documented decision, a boundary stated plainly.
The body is already primed for forward movement. Give it the right target.
Great piece by Joanna Rachwal
https://substack.com/home/post/p-204246406